2007/Sep/09

แต่ละคนก็มีเหตุผลในการเขียน Blog ที่ต่างกัน

บางคนอาจต้องการหาเพื่อนใหม่

บางคนใช้เป็นที่ Update ข่าวสารของตัวเองให้เพื่อนๆที่ไม่ได้เจอหน้ากันทุกวันรู้

บางคนใช้เป็นเวทีสำหรับถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปสู่คนภายนอก

บางคนใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ ความรู้สึก ที่ไม่อาจบอกเล่าให้คนใกล้ตัวรู้ได้

ดังนั้น Exteen จึงไม่อาจมีคำนิยามที่แน่นอนได้

เพราะ Exteen สำหรับแต่ละคน "ไม่เหมือนกัน"

สำหรับเรา ผู้หญิงเงียบๆที่มีเพื่อนไม่มากนัก

มี Exteen เป็นเพื่อนในยามที่มีเรื่องไม่สบายใจ

ไม่สบายใจ แต่ก็ไม่สามารถจะเล่าให้ใครฟังได้

Exteen จึงเป็นเหมือนที่พักพิงของใจ ในยามที่อยากจะเล่าเรื่องให้ใครสักคนฟัง

ได้ค่อยๆกลั่นกรองความคิด ออกมาเป็นตัวหนังสือ

ขณะที่พิมพ์แต่ละประโยค ในสมองได้คิดคำนึงถึงบางสิ่งบางอย่าง

ได้ไตร่ตรองอย่างช้าๆ ถึงเหตุและผล

เมื่อใจเย็นลง ความเครียด ความเศร้า ความโกรธ ก็หายไป

เรื่องที่เลวร้ายก็ไม่เลวร้ายเหมือนตอนแรก

ไม่ใช่แค่ยามทุกข์เท่านั้น ที่มี Exteen เป็นเพื่อน

ยามสุข อยากจะป่าวประกาศให้ใครๆรู้

เราก็ได้บอกผ่านสิ่งเหล่านี้ใน Exteen

จะมีคนมาอ่านหรือไม่ จะมี Comment หรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

สิ่งสำคัญก็คือ เรารู้สึกมีความสุขที่ได้เล่าเรื่องนี้ออกไป

ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมารับรู้เลยก็ตาม

อาจจะอ่านดูหดหู่สักหน่อย แต่นี่ก็คือ Exteen สำหรับเราจริงๆค่ะ

2007/Sep/05

เริ่มเรียนภาษาอังกฤษได้ 2 วันแล้ว

การเรียนใน Class สนุกมาก ไม่มีแม้แต่เวลาให้นั่งเบื่อ

อาจารย์น่ารัก ยังเด็กๆอยู่เลย แล้วก็ Alert สุดๆ

อาจารย์ออกเสียงได้ Hi-So มาก ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะดี

เวลาเรียนวันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง

แต่ใช้เวลาเดินทางไป 40 นาที กลับอีก 40 นาที เกือบเท่าเวลาเรียนแน่ะ - -"

แต่ตอนนี้ก็คิดว่ามันดี มันเหมาะกับเรา เราเรียนสนุก และรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้มากขึ้นๆ

แต่ก็มีปัญหานิดหน่อยคือต้องออกจากที่ทำงานเร็วทุกวัน

บางทีอยากทำงานต่ออีกหน่อยก็ทำไม่ได้

จะแบกคอมพ์ไปด้วย ก็ไม่คุ้ม เพราะกว่าจะกลับบ้าน กว่าจะทำการบ้าน (มีการบ้านทุกวันด้วยนะ) ก็คงไม่มีเวลาได้ทำงานแล้ว

วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือ เพิ่มเวลาทำงานตอนเช้าแทน

แต่ทำไมวันนี้มันง่วงจัง

ทั้งๆที่ก็นอนไม่ต่างกับตอนไม่ได้เรียน (คือดึกเหมือนเดิม)

แต่อาจจะเหนื่อยมากกว่าเดิม ในการเดินทาง

ก็เลยทำให้รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่มล่ะมั้ง

เมื่อวาน เรียนเสร็จออกมา คลื่นไส้

ผะอืดผะอม เป็นเพราะว่าเราแพ้การใช้สมาธิภายใต้ไฟสีเหลืองมืดๆ

อย่างห้องประชุม หรือเวลาฉาย Slide

เป็นแบบนั้นทีไร เกิดอาการนี้ทุกที

มวนท้อง ปวดขมับ ปวดเบ้าตา

กินข้าวไม่ลง

ต้องอาบน้ำ กินข้าว เอาน้ำราดหัวได้จะดีมาก

วันก่อนไปเจอหนังสือหัดพูดภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งในร้าน Book-Smile

เป็นหนังสือสอนพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (จำชื่อหนังสือไม่ได้)

เนื้อหาก็จะมีประโยคภาษาอังกฤษต่างๆ พร้อมคำแปล แค่นั้น

เรียกว่าให้ท่องจำอย่างเดียว ไม่ได้มีอธิบายอะไร

เราลองหยิบขึ้นมาเปิดผ่านๆดู ประโยคแรกที่เตะตาก็คือ

" ฉันไม่ได้เป็นอธิการบดี " (จำภาษาอังกฤษไม่ได้อีกแล้ว)

อึ้งไปแว็บนึง ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้ ไม่รู้เราจะได้มีโอกาสพูดประโยคนี้มั้ย

"ฉันไม่ได้เป็นอธิการบดี"


edit @ 2007/09/05 12:42:55
edit @ 2007/09/05 12:43:56

2007/Aug/29

รู้อยู่ว่าชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง บางครั้งกราฟชีวิตก็พุ่งปรี๊ด บางครั้งก็ดิ่งลงเหว

3 วันดี 4 วันไข้

ชั่ว 7 ที ดี 7 หน (อันนี้เกี่ยวมั้ย?)

วันพระไม่ได้มีหนเดียว ...

ยังไงก็เถอะ ไม่นึกว่าชีวิตเรามันจะขึ้นๆ ลงๆ อย่างเฉียบพลันแบบนี้

อาทิตย์ที่แล้ว ...

เครียด กดดัน เบื่อ เซ็ง หาทางออกไม่ได้ โกรธ เคือง น้อยใจ

จบด้วยการทำอะไรตามอารมณ์

วันต่อมา ...

เครียดยิ่งกว่า เพราะรู้สึกผิดขึ้นมา กลัวเค้าโกรธ พะวง กลัวมีปัญหา กลัวเรื่องจะลุกลามใหญ่โต ถึงขนาด กินไม่ได้ แต่นอนหลับ (เพราะง่วงมาก)

พยายามจะแก้ตัวในสิ่งที่พลาดไป แต่เหมือนเค้าจะยังทำใจไม่ได้ โทรไปกี่ทีก็ไม่รับ ทั้งๆที่เราต้องใช้ความกล้าอย่างมากในการกดโทรศัพท์

สุดท้าย ก็ต้องส่ง message ไปแทน

เมื่อวานซืน...

ยังคงมีความพยายามในการต่อโทรศัพท์อยู่ เพื่อที่จะกล่าวคำขอโทษ แต่ก็เหมือนเดิม ... เค้าไม่รับสาย

ต้องไปเจอหน้ากันที่ทำงานแล้ว ... โอ๊ย เครียด

ในที่สุด ชั่วโมงแห่งการเผชิญหน้าก็มาถึง เค้ามาแล้ว และเราจะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้

เพราะอย่างน้อยเราก็ผิดที่ไปจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน

ตัดสินใจลุย เดินเข้าไปหาในห้อง เรียกเค้า แล้วก็บอกว่า "จะมาขอโทษค่ะ" (นึกย้อนหลังแล้วตลกพิลึก)

เค้าพยายามปรับสีหน้าให้ไม่มีอะไร เหมือนจะพยายามยิ้ม แต่เราดูแล้วรู้สึกฝืนๆ 555

แค่ได้เอ่ยคำขอโทษออกไป จิตใจก็ปลอดโปร่ง แตกต่างจากเมื่อวันก่อนอย่างสิ้นเชิง

เข้าใจเลยว่า ความรู้สึกของคนที่ทำผิด รู้สึกผิด และได้รับการอภัยให้นั้นเป็นยังไง

ก็ขนาดวิญญาณที่มีห่วง ไปไหนไม่ได้ จนกระทั่งฝ่ายตรงข้ามอโหสิกรรมให้ถึงจะได้ไปผุดไปเกิดยังมีเลย

เรื่องเครียดเรื่องที่ 1 ก็จบไปด้วยดี

เมื่อวานนี้

เรื่องเครียดเรื่องใหม่เข้ามาแทน คราวนี้ไม่เกี่ยวกับใครแล้ว ตัวเราเองล้วนๆ

เคยไหม ที่รู้สึกผิดหวังในตัวเอง

รู้สึกว่าตัวเราทำไมถึงทำนี่ไม่ได้ ทำนั่นไม่ได้ ทั้งๆที่คนอื่นทำได้

ทำไมคนอื่นๆเค้าเข้าใจ แต่เราไม่เข้าใจ เราตามไม่ทัน

แล้วยิ่งงานนี้ต้องทำคนเดียว พึ่งใครไม่ได้ (อันนี้ เราคิดไปเอง จริงๆแล้วก็ถามคนอื่นได้แหล่ะ)

ความกดดันมันก็ต้องเกิด

เรื่องที่ต้องเข้าใจมีมากมาย แต่ต้องเข้าใจให้ได้ภายในเวลาที่จำกัด

แถมวันทั้งวันต้องนั่งฟังประชุม ไม่ได้อ่านไอ้ที่อยากจะอ่านเลยสักนิด

เกิดความขัดแย้ง 2 อย่างในตัวเอง คือ 1. ไม่อยากทำแล้ว เลิกดีกว่า 2. เราไม่ได้เป็นคนที่ไม่ได้เรื่องและขาดความรับผิดชอบถึงขนาดนั้น เรื่องแค่นี้เราต้องทำได้สิ

ก็เลยไม่ได้ตัดสินใจไปทางไหนสักทาง เพราะมันขัดแย้งกันอยู่

สุดท้าย เลยกดโทรศัพท์หาท่านหัวหน้าทัพ

บ่น บ่น บ่น บ่น บ่น

ขอทำตัวเป็นเด็กเหลวไหลหน่อย ขอเอาแต่ใจหน่อย ก็มันอึดอัดนี่นา

ท่านหัวหน้าทัพก็ใจดี ไม่รำคาญเรา

คุยกับเราไป แทงสนุ๊ก (Wii) ไป อย่างมีความสุข คุยรู้เรื่องอีกต่างหาก

หยอดมุกให้ขำเป็นระยะๆ

คุยนานเป็นชั่วโมง หายเครียดลงนิดนึง

วันนี้...

ความเครียดทั้งหลายหายเป็นปลิดทิ้ง

ความเกร็ง ความกลัว หายไป ผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง

ฝนตกอีกต่างหาก อากาศเย็น อารมณ์ดี

ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวก็ดีด้วย

วันนี้ อะไรๆก็ดีไปหมด

ได้กลับบ้านเร็วอีกต่างหาก

รู้สึกแปลกใจ ว่าทั้งๆที่เมื่อวานยังเครียดจะเป็นจะตายอยู่แท้ๆ

พอมาวันนี้ กลับร่าเริงเบิกบานซะขนาดนั้น

ชีวิตคนนี่มันขึ้นๆลงๆจริงๆด้วย

อย่าไปยึดติดอะไรกับมันมากมายเลยดีกว่า ....